2005/Sep/02

......แล้วนาทีนี้ก็มาถึง.....

ข้าเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว รู้แต่แรกแล้วว่าในที่สุดนี่ก็คือสิ่งที่ข้าต้องเผชิญหลังจากความพ่ายแพ้ แต่เมื่อคนพวกนั้นกระแทกประตูเสียงดังเข้ามากระชากตัวข้าและบรรดาคนของข้า รวมถึงบุตรชายทั้งสองของข้า ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังในความพ่ายแพ้ของตัวเอง

พวกเขา ซามูไรของพวกทาคาชิ ฉุดกระชากลากตัวพวกเราอย่างรุนแรงเสียยิ่งกว่าทาส แต่ข้าก็ต้องยอมรับ ว่าหากสถานการณ์กลับกัน ข้าเองก็คงไม่อาจควบคุมเหล่าซามูไรของมุราโตโมะไม่ให้ทำเช่นนี้ได้ แต่ก็คงจะยังไม่ถึงขั้นกับที่พวกเขากำลังผลักดันพวกเราให้ออกไปจากคุกมืดนี้........สู่ลานประหาร

จากทางเดินที่มืดและเหม็นอับ ตัวข้าถูกผลักและฉุดกระชากให้เดินไปตามทางนั้น ผืนดินใต้ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยของข้านั้นแข็งและเป็นปุ่มปม หินแหลมทิ่มตำเท้าข้า แต่ข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บนัก เพราะในใจของข้านั้นเจ็บกว่าหลายเท่า

เฮ้ย! เดินต่อไป! อย่าชักช้า!! ซามูไรคนหนึ่งตะคอกใส่ข้า ท่ามกลางเสียงก่นด่าของซามูไรคนอื่นๆที่ปฏิบัติต่อคนของข้าเยี่ยงสัตว์ ในใจของข้าทั้งเจ็บและด้านชา แต่เท้าของข้าก็ยังพาข้าเดินต่อไปอย่างทุลักทุเล ด้วยสีหน้าที่ไม่เคยเปลี่ยน ใบหน้าของนักรบ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี สู่แสงสว่างที่สุดปลายของทางเดิน

ในความจริงนั้น คอของข้าแห้งผาก ตาของข้าพร่ามัว และในหัวของข้าก็มึนไปหมดจากการอดหลับอดนอนมาหลายคืน พวกทาคาชิไม่คิดแม้แต่จะให้อาหารพวกเราที่อยู่ในคุกมาตลอดสามวันเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าน่าจะรู้อยู่แล้ว และถึงพวกเขาจะนำอาหารมาให้ ก็ใช่ว่าพวกเราจะกินมันลงไป

ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงของเหล่าซามูไรของพวกทาคาชิที่ดังก้องอยู่ในเส้นทางนี้ แต่เมื่อข้าที่เดินอยู่หน้าสุดถูกผลักออกไปสู่แสงสว่างนั้น เสียงผู้คนก็ดังกระหึ่มก้องขึ้นมาทันที พวกเขาผลักดันบุตรชายทั้งสองของข้าให้ตามออกมา แล้วจึงผลักเหล่าซามูไรของข้าที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือเข้าสู่ลานประหารเดียวกัน

นัยน์ตาของข้ามืดบอกจากแสงสว่างที่กระแทกสู่ข้าอย่างกระทันหัน แต่ข้าก็คงไว้ซึ่งใบหน้าของนักรบอันภาคภูมิ ...นี่คือผลของความพ่ายแพ้ของข้า ซึ่งข้าต้องยอมรับมัน ข้าได้เลือกทางที่ถูกแล้ว และข้าจะไม่เสียใจ

การกระทำตัดสินทุกอย่าง แต่ผลของมันไม่ได้ตัดสินอะไรเลย

ร่างกายของข้าถูกกระแทกให้คุกเข่าลงทั้งยังมืดบอด แต่ในที่สุดข้าก็เริ่มมองเห็น ตรงหน้าข้าคือแท่นที่ประทับขององค์จักรพรรดิ บุตรของสวรรค์ ผู้ที่ข้าเคยสู้ถวายชีวิตในครั้งที่ข้ายังเป็นหัวหน้าองครักษ์ของพระราชวัง ผู้ที่ข้ายึดเป็นหลักเมื่อครั้งตระกูลมุราโตโมะก่อการกบฏจนข้าต้องหันไปเข้ากับฝ่ายทาคาชิเพื่อปกป้อง .....ผู้ที่ประกาศให้ข้าเป็นกบฏเมื่อข้าพบกับความพ่ายแพ้ในการลุกขึ้นผลักดันพวกทาคาชิออกจากพระราชวัง ข้าไม่โทษพระองค์เพราะท่านคงไม่สามารถทำอะไรได้ในเงื้อมมือของเดรัจฉานพวกนั้น แต่แม้นัยน์ตาข้าจะมองเห็นได้ไม่ชัดดีนัก แต่ข้าก็พอจะรู้ว่าสีพระพักตร์นั้นไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆเลย

ข้าอดที่จะหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ เพราะการเก็บสีหน้าแม้ในยามที่ทรมานที่สุด เป็นสิ่งที่ข้าพร่ำสอนพระองค์มาตั้งแต่เด็ก

ข้ากวาดสายตาไปรอบๆลานประหารอีกครั้ง ฝั่งหนึ่งของลานประหารเป็นที่สำหรับขุนนางชั้นสูง และอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่ของเหล่าซามูไร และเหล่าพ่อค้าร่ำรวยที่มีรสนิยมในการฆ่า พวกเขาต่างส่งเรียงร้องอย่างบ้าคลั่ง บ้างสบถและก่นด่า และบ้างที่ได้แต่ยืนมองด้วยแววตาสลด ข้าจำใบหน้าของพวกเขาบางคนได้ .....บางคนที่เคยออกตนว่าเป็นพวกมุราโตโมะ บางคนเคยต่อสู้ร่วมกับข้า และบางคนที่เคยรับใช้ตระกูลข้า

ข้าแค่นยิ้มกับตัวเอง นี่แหละหนามนุษย์ คนบางคนต่อสู้เพื่ออยู่รอดอย่างไร้ศักดิ์ศรี...... และข้าที่ตรงกันข้าม ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีโดยไม่สนความอยู่รอด

แต่นั่นไม่ใช่หรือ คือวิถีของนักรบที่แท้จริง

เมื่อโซกาโมริ หัวหน้าตระกูลทาคาชิที่กำลังนั่งอยู่ข้างขวาขององค์จักรพรรดิด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ยกมือขึ้นให้สัญญาณ เสียงก็พลันเงียบลง หัวใจของข้าสงบนิ่ง ข้ารู้ วินาทีสุดท้ายของข้ากำลังจะมาถึงแล้ว

ซามูไรของพวกทาคาชิห้าคนเดินออกมาจากประตูอีกฝั่ง พวกเขาต่างสวมชุดรบสีดำแดง ประดับด้วยเกราะและเครื่องประดับสีทอง ข้าจำหนึ่งในพวกเขาได้ คิโยชิ บุตรชายคนโตของโซกาโมริ

พระอาทิตย์กำลังขึ้นด้านหลังของเด็กหนุ่มพอดี ทำให้ข้าไม่อาจเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนนัก แต่แววตาที่มองมาที่ข้านั้นไม่ได้แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะเยี่ยงบิดาของเขา พวกเราสบตากัน และข้าก็รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะไม่เติบโตไปเป็นโซกาโมริคนที่สองเป็นแน่ นั่นทำให้หัวใจของข้าสบายใจในเรื่องของอนาคตของแผ่นดินได้

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น อีกกี่ร้อยคนที่จะต้องตาย และอีกกี่หยาดเลือดจะต้องหลั่งสังเวยกัน

ผู้นำซามูไรของมุราโตโมะห้าคนคือผู้ที่จะต้องเข้าสู่เงื้อดาบก่อน ทั้งห้าก้าวออกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีแววความกลัวใดๆในแววตาของพวกเขา สมกับซามูไรที่แท้จริง เหล่านักรบที่ข้าภูมิใจ ข้าราชสำนักในชุดเสื้อคลุมสีเขียวเข้มเอ่ยนามและโทษของพวกเขา ซึ่งรวมไปถึงการตั้งตนต่อต้านองค์จักรพรรดิ

ทั้งที่ผู้ที่พวกเราต่อต้าน คือพวกทาคาชิต่างหาก

สีพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิยังคงว่างเปล่า พระหฤทัยของพระองค์เองก็คงกำลังจะสิ้นพระชนม์พร้อมไปกับพวกเรา

ซามูไรมุราโตโมะทั้งห้าโค้งให้กับองค์จักรพรรดิ ก่อนที่จะค่อยๆหันมาทางข้า แววตาพวกเขายังคงเปี่ยมด้วยความยกย่องและภักดี ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยจากวันที่พวกเขาและข้าเติบโตมาด้วยกัน ...จนถึงวันนี้ วันที่พวกเราจะต้องตายด้วยกัน

พวกเขาโค้งให้ข้าก่อนที่จะหันหลังกลับไปโค้งให้กับผู้ประหารของพวกขาตามประเพณี แล้วจึงคุกเข่าลงอย่างสงบ

เพชฌฆาตทั้งห้ารวมถึงคิโยชิยืนค้ำอยู่เหนือพวกเขา เรียวดาบสะท้อนแสงแรกของรุ่งสาง พวกเขาตวัดดาบขึ้นพร้อมกัน

ห้าปลายดาบผ่าอากาศฟันลงอย่างเต็มกำลัง ลงสู่คอเปล่าเปลือยของซามูไรทั้งห้า ศีรษะทั้งห้าหลุดกระเด็นออกจากร่างในเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆทรุดลงราวกับเป็นเพียงกระสอบข้าว กองเลือดสีแดงสดค่อยๆขยายออกบนผืนทรายสีขาวของลานประหาร ไม่มีเสียงตะโกนอะไร นอกจากเสียงพึมพำตอบรับหรือเสียงร้องเบาๆจากกลุ่มคนที่มามุงดูการประหารครั้งนี้

ขุนนางบางคนถึงกับเป็นลม และบางคนอาเจียนออกมา ข้าไม่รู้หรอกว่าที่พวกเขาเป็นแบบนั้นเพราะว่าใจเขาเป็นมุราโตโมะ หรือเพียงแค่คลื่นไส้กันแน่

ส่วนตัวข้าเองนั้นกลับน่าแปลกที่ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อย อีกไม่นานข้าจะตามพวกเขาไป ข้าไล่สายตาจากร่างทั้งห้าที่กำลังโดนลากออกจากลานประหาร ขึ้นสบตาเย้ยในชัยชนะของโซกาโมริ พวกเราจ้องตากันอยู่นาน แววตากระหายเลือดของมัน และแววตานิ่งสงบของข้า

ในที่สุดความสนใจของข้าก็หันเห เมื่อเหล่าทาสในเสื้อผ้าสกปรกเดินตัวสั่นออกมา ใช้ไม้ยาวปลายแหลมเสียบศีรษะทั้งห้าขึ้นปักไว้ข้างต้นซากุระที่ไร้ใบและดอก ยืนตระหง่านราวต้นไม้แห่งความตายที่มุมหนึ่งของลานประหาร เลือดจากคอสดๆป้ายปาดสีเข้มของต้นซากุระนั้นให้คล้ำเข้มยิ่งขึ้น

สายตาของข้ามองกลับไปยังโซกาโมริอีกครั้ง รอยยิ้มเยาะยังคงอยู่บนใบหน้าบวมราวคางคกขึ้นอืดนั้น

...ยิ้มไปเถอะ รอยยิ้มของเจ้าคือหลักฐานที่ว่าข้าตัดสินใจไม่ผิด.... ว่าจิตใจของข้ายังคงบริสุทธิ์ไม่ได้แปดเปื้อนเช่นเจ้า...

แล้วการประหารก็ดำเนินต่อไป ดวงตาของข้าสะท้อนภาพคนของข้าค่อยๆตายไปทีละห้าคน พวกเขาตั้งใจจะเก็บข้าไว้เป็นคนสุดท้าย ข้าจะต้องเฝ้ามองผองเพื่อนของข้าตาย ต้องมองศีรษะลูกชายที่รักของข้าถูกเสียบขึ้นยอดไม้ แล้วพวกเขาจึงจะหยิบยืนการปลดปล่อยให้กับข้า... ช่างป่าเถื่อนสมเป็นวิธีของพวกทาคาชิยิ่งนัก

ในที่สุดลูกชายของข้าที่คุกเข่าอยู่ข้างๆข้าก็ถูกฉุดให้ยืนขึ้นและผลักออกไปข้างหน้า พวกเขาโค้งให้กับองค์จักรพรรดิ ก่อนที่จะค่อยๆหันมาทางข้า ข้าจ้องตอบพวกเขา ไม่ยอมให้ความเจ็บปวดในอกนี้ชนะเกียรติของซามูไร สีหน้าของข้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ...แต่ข้ารู้ ว่าพวกเขาอ่านแววตาของข้าออก และข้าเองก็อ่านแววตาของพวกเขาออกเช่นกัน

.....ในฐานะพ่อ ในฐานะเพื่อนร่วมรบ ในฐานะของซามูไร...

ความภาคภูมิสะท้อนในแววตาของพวกเขา.......มันคือสัญญาของนักรบ

สีหน้าของข้าไม่เปลี่ยนแม้แววตาของข้าสะท้อนภาพศีรษะของพวกเขาหลุดกระเด็น และถูกเสียบขึ้นยอดไม้สู่ผองเพื่อนที่รอคอยอยู่เบื้องบน

ในที่สุดมันก็มาถึง ข้าลุกขึ้นยืน โดยไม่ต้องให้มือสกปรกของซามูไรทาคาชิมาแตะต้องอีกครั้ง ก่อนที่จะยิ้มและโค้งให้กับองค์จักรพรรดิอย่างที่ข้าเคยทำมาตลอด

ข้ามุราโตโมะ โนะ โดเม ผู้นำตระกูลมุราโตโมะ ตายโดยความภักดีที่ไม่คลาย ต่อตระกูลของเขาและต่อองค์จักรพรรดิ เขาเพียงแค่ร้องขอให้พระองค์จดจำ ว่าครั้งหนึ่งมุราโตโมะ เคยเป็นหนึ่งในเขี้ยวและเล็บของพระองค์ เสียงของข้าประกาศก้องกลางสายลมยามเช้า มันเป็นเช้าที่สดใส ราวกับพระผู้เป็นเจ้ากำลังต้อนรับข้า

คิโยชิก้าวออกมาข้างหน้า เขาคือคนที่จะมอบความตายให้ข้า ข้ายิ้มและโค้งให้เขา อย่างน้อยข้าก็ยินดีที่ชายคนนี้เป็นคนที่บั่นศีรษะข้า ชายที่ยังมีใจเป็นคนในตระกูลของหมู่ปิศาจ

ข้าคุกเข่าลงและหลับตา ในลานประหารนั้นเงียบไร้สรรพสำเนียงใดๆ มีเพียงเสียงนกออกจากรังดังแว่วมา...

ย่าห์!!

นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ข้าได้ยิน ก่อนที่ทุกอย่างจะวูบลง ข้าไม่ขอฝากสิ่งใดนอกจากชื่อของข้าไว้ ว่าครั้งหนึ่ง เคยมีนักรบที่พยายามลุกขึ้นต่อต้านปิศาจที่ครอบงำแผ่นดิน ...แม้ข้าจะพ่ายแพ้ แต่ข้าก็เชื่อว่าปิศาจจะต้องถูกโค่นลงในวันหนึ่ง....

และที่สำคัญ มุราโตโมะยังไม่ตาย .......ฮิเดโยริ บุตรชายคนที่สามของข้า ข้ารู้ว่าเขาหลบหนีไปได้ พร้อมๆกับซินจานักบวชนักรบผู้เก่งกาจเหนือบุรุษใดๆ และยูคิโอะ บุตรชายลับๆของข้าที่อยู่ในเมืองหลวง

...พวกเขาคือนกที่กำลังออกจากรังสู่การต่อสู้ในโลกกว้าง พวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนกงล้อแห่งชะตาแผ่นดินนี้ต่อไป...

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่ได้อ่านเรื่องต้นเหตุก็อินได้
#1  by  songsage At 2005-09-02 22:11, 
มาอัฟแล้วหุหุ
#2  by  Na - th (นัท) At 2005-09-03 14:21, 
ทึบมากเรื่องญี่ปุ่น แต่ก็เข้าใจ

ไม่มีอะไรน่าสงสารมากกว่าการปฏิวัติที่ล้มเหลวอีกแล้ว ผมเข้าใจ..ว่าความตายของสหายศึกและครอบครัว น่าหลั่งน้ำตามากกว่าความตายของตัวเอง

ยอดมากครับ
#3  by  Evan (202.57.167.12) At 2005-09-04 02:11, 
ิอ่านแล้วนึกถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยก่อน โหดร้ายจริงๆ นะ ว่าไป ผมไม่ค่อยเห็นคนญี่ปุ่นพาดพิงถึงจักรพรรดิตนเองเลย คงเพราะเหตุที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นอ่อนแอกระมัง ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาตินี้นัก พูดอะไรพล่อยๆ ไป ขอโทษด้วยครับ

สื่ออารมณ์ได้ดีมากๆ อ่านแล้วอินตาม โดยไม่ต้องอ่านเนื้อเรื่องหลักมาก่อนเลย แต่พออ่านจบ ก็ชักอยากอ่านเรื่องหลักแฮะ ท่าทางจะสนุก
#4  by  Aquafay (203.188.25.193) At 2005-09-04 21:48, 

<< Home