2006/Mar/02

Night of Dune

CHAPTER: 1

ไปซะ! พาลูกหนีไป!

เสียงที่คุ้นเคยของพ่อตะโกนมาทำให้เด็กน้อยตื่นขึ้น แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่พบพ่อของตนแล้ว มีเพียงแม่ที่กำลังอุ้มเขาวิ่งเข้าสู่โอเอซิสใหญ่กลางทะเลทรายอัสการ์

แม่ พ่อล่ะฮะ เสียงเด็กน้อยถามมาจากอ้อมอกของตนทำให้หญิงสาวที่กำลังมุ่งหน้าวิ่งเข้าสู่ป่าลึกในโอเอซิสสะดุ้งเล็กน้อย

เดี๋ยวพ่อก็ตามมาลูก นางจำต้องโกหกลูกน้อยรวมทั้งโกหกใจของนางเองด้วย แต่แม้กระนั้นก็ยังไม่สามารถห้ามน้ำตาที่ค่อยๆเอ่อล้นออกมาได้ ในใจทั้งพะวงถึงสามีและชีวิตของลูก เท้าของนางวิ่งไปเรื่อยๆพลางคอยระแวดระวังผู้ตามล่าที่กำลังใกล้เข้ามา

คนของกาหลิบ เป็นคำที่คนเหล่านั้นอ้าง บอกว่าต้องการทรัพย์สมบัติของสามีที่เป็นพ่อค้าร่ำรวย และนี่คือโทษที่นางกับสามีขัดขืนคนกลุ่มนั้น คำว่ากาหลิบช่างมีอำนาจเหลือเกิน ทั้งๆที่หลังจากที่กาหลิบคนก่อนเสียไป ชาวเมืองอัสการ์ไม่เคยได้เห็นกาหลิบคนปัจจุบันเลยแม้ซักครั้ง มีเพียงคำสั่งต่างๆในนามของกาหลิบออกมา ซึ่งคำสั่งเหล่านั้นมีแต่จะเอาเปรียบชาวเมือง และหากใครขัดขืนเป็นต้องพบกับความสูญเสียทุกคนไป

ในที่สุดนางก็วิ่งมาจนถึงทะเลสาบกลางป่านั้น ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้นางต้องหยุดพัก หญิงสาวก้มลงที่ข้างทะเลสาบ วักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตาตนและลูก น้ำเย็นทำให้นางได้คิดว่ารอบโอเอซิสนี้คงถูกล้อมไว้แล้ว นางหันมามองเด็กน้อยที่กำลังมองตอบนางด้วยแววตาเดียงสา

แม่ดื่มน้ำด้วยสิ อุ้มข้าวิ่งมาเหนื่อยใช่ม้า เด็กน้อยว่าพลางใช้สองมือตักน้ำให้แม่ เดี๋ยวพ่อก็ตามมาฮะ แม่พักเหนื่อยก่อนเถอะ รอยยิ้มไร้เดียงสาอย่างไม่รู้สถานการณ์ทำให้นางไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ นางคว้าลูกน้อยของตนมากอดไว้แน่น น้ำตาไหลเป็นสายลงมาอาบแก้มทั้งสอง

แม่ฮะ แม่เป็นอะไรไป เด็กน้อยได้แต่ถามอย่างไม่เข้าใจ

แต่สถานการณ์ที่กำลังแย่ทำให้นางจำต้องกลั้นน้ำตาและผละจากลูกรัก นางมองไปรอบๆกายและตัดสินใจได้ หญิงสาวลุกขึ้นพาลูกน้อยไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีเถาหนามปกครึ้ม ใช้สองมือบางที่ไม่เคยทำงานแหวกเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนามนั้นเป็นโพรงและผลักลูกน้อยเข้าไป

แม่ทำอะไรเหรอฮะ เด็กน้อยเอ่ยถามขณะที่หญิงสาวหันไปปลดเอาดาบแบบอาหรับออกจากเอวของตนและส่งให้ลูกน้อย จากนั้นก็ใช้มือที่เต็มไปด้วยแผลและเลือดนั้นดึงเอาเถาวัลย์หนามกับเศษใบไม้มาปิดโพรง

เมื่อจัดการซ่อนลูกน้อยอย่างมิดชิดดีแล้วนางจึงเอ่ยขึ้น ฟังแม่นะไนท์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ห้ามออกมาเด็ดขาด ถ้าผ่านคืนนี้ไปแล้วพ่อกับแม่ยังไม่มารับ จงเอาดาบนั้นมุ่งหน้าออกจากโอเอซิสนี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เจ้าจะพบโอเอซิสอีกแห่งหนึ่ง ใช้ดาบนี้และวิชาที่พ่อของเจ้าสอนไว้ผ่านฝูงสัตว์ร้ายสู่ใจกลางโอเอซิสนั้นให้ได้ เพื่อนของพ่อกับแม่อยู่ที่นั่น พวกเขาจะช่วยเหลือเจ้า

แล้วแม่ล่ะฮะ แม่ไม่ไปกับข้าเหรอ แล้วพ่อจะไปที่นั่นเหมือนกันใช่มั้ยฮะ เด็กน้อยถามกลับมาราวกับมีดที่เสียดแทงเข้าไปในอกของนาง

แล้วแม่กับพ่อจะตามไปลูก ลูกก็อย่าทำให้แม่ผิดหวังนะ เสียงนางสั่นด้วยว่าต้องกลั้นใจพูด ...คำโกหกครั้งสุดท้ายกับลูกรัก

ไม่ต้องห่วงฮะ แม่ไว้ใจผมได้ เด็กน้อยตอบกลับมา

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะที่นางต้องใช้เวลาจำใจพรากจากลูกรัก

แม่ฮะ.?

..แม่รักลูกนะ.

ข้าก็รักแม่ฮะ รักพ่อด้วย

นางยิ้มทั้งน้ำตาอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งจากไป

เด็กน้อยนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ด้านหลังซึ่งเป็นเพียงด้านเดียวที่ไม่ใช่หนามจนผลอยหลับไป เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเช้ามืดเมื่อได้ยินเสียงกลุ่มคนกำลังผ่านที่ซ่อนของเขา

แย่ชะมัด ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรมา กลับไปโดนแน่เลยว่ะ

นั่นดิ ไม่รู้เอาไปซ่อนไว้ที่ไหน

ใจเด็ดจริงๆ ทั้งผัวทั้งเมียกล้าขัดคำสั่งคนของกาหลิบเชียวนะเว้ย

เฮ้ย อย่าพูดมากน่า มาช่วยกันโยนศพลงไปในน้ำเร็ว ไอ้หินนี่ก็หนักชิบหายเลยว่ะ

.ตูม!!!..ตูม!!!!

เฮ้อ ไปเหอะ จะเช้าแล้ว

แล้วตัวลูกล่ะ ไม่ต้องหาเรอะ

คงโดนแม่ทิ้งให้สัตว์ป่ากินไปแล้วล่ะ เด็กอย่างนั้นอยู่ในป่านี้ได้ไม่ถึงวันก็ตายแน่ ไม่ต้องล่าหรอก เสียเวลา

ไปเหอะ เดี๋ยวไปช้าข้าจะพลอยโดนว่าไปด้วย

เด็กน้อยได้แต่เงียบ ไม่รู้ว่าเรื่องที่คนเหล่านั้นพูดเป็นเรื่องของตน คิดเพียงแค่ว่าคนเหล่านั้นช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก จนเมื่อแสงอาทิตย์ส่องลอดช่องระหว่างเถาวัลย์และใบไม้ลงมาเขาจึงใช้ด้ามดาบที่แม่ให้มานั้นกระทุ้งเถาหนามออกจากโพรง เมื่อมองไปรอบๆตัวไม่พบใครจึงค่อยๆเดินไปที่ทะเลสาบพลางนึกถึงคำพูดที่ได้ยิน

.โยนศพลงในน้ำ.

เด็กน้อยรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ร่างเล็กกอดดาบของแม่เอาไว้แน่น แข้งขาสั่นโดยไม่รู้ตัว

น้ำในทะเลสาบนิ่งและใสจนมองเห็นพื้นล่าง เขาไล่สายตาจากริมสระไปเรื่อยๆจนถึงกลางสระ ภาพที่ได้เห็นทำให้เด็กน้อยนิ่งอึ้งไปราวกับวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง

ร่างที่คุ้นตาสองร่างนอนนิ่งอยู่ที่ก้นสระ ทั้งสองร่างถูกมัดมือและเท้าถ่วงไว้ด้วยหินก้อนใหญ่ ผมสลวยสีน้ำตาลแบบเดียวกับเขาพลิ้วไปตามคลื่นน้ำเบาๆใต้สระ

พ่อกับแม่ของเขา.

เด็กน้อยนั่งนิ่งราวกับรูปสลักอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาทั้งสองยังคงมองไปยังจุดๆเดิม ไม่มีน้ำตาหยาดหยดออกมาแม้แต่น้อย

จนในที่สุดยามเย็นก็มาถึง เสียงนกกาและแร้งทะเลทรายร้องราวกับเสียงกรีดร้องของคนที่ถูกฆ่าอย่างทรมานดึงสติของเด็กน้อยกลับคืนมา เขาลุกขึ้นในที่สุด

ข้ารักพ่อกับแม่ฮะ เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเศร้าๆ-รอยยิ้มที่ไม่เหลือความไร้เดียงสาอีกแล้ว ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของโอเอซิส

ปล่อยข้า!! พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร! ข้าเป็นคนของกาหลิบนะ! อยากตายรึไงถึงบังอาจจับข้ามาอย่างนี้น่ะ!!

เสียงดังจากห้องด้านข้างทำให้ร่างบางตื่นจากภวังค์ เขาลุกขึ้นพร้อมกับดึงชายผ้าโพกหัวมาปิดใบหน้าหวานที่ถอดแบบมาจากแม่ พลางหยิบดาบคู่กายเดินเข้าสู่ห้องนั้น

ชายที่กำลังโวยวายถูกปิดตาและมัดมือไพล่หลัง ร่างใหญ่ถูกจับให้คุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะที่ตั้งอยู่เพียงตัวเดียวในห้อง ด้านหลังโต๊ะนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ปิดหน้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆนั่งกำลังเอาขาขึ้นพาดโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ อีกฝั่งหนึ่งของห้องล้อมรอบด้วยกลุ่มคนที่กำลังเฝ้ามองด้วยแววตาสมเพช แต่เมื่อทุกคนเห็นผู้ที่เดินเข้าห้องมาก็เปิดทางให้อย่างนอบน้อม

เขาอ้างตัวว่าเป็นคนของกาหลิบเที่ยวอาละวาดกดขี่ข่มเหงคนในเมืองน่ะไนท์ เสียงของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเอ่ยขึ้น ...เจ้าว่า จัดการยังไงดี

ไนท์ไม่ตอบ เพียงแต่มองไปทางชายที่กำลังคุกเข่าอยู่กลางห้อง

อะไร! พวกเจ้าจะทำอะไรข้า! ข้าเป็นคนของกาหลิบนะ! ชายคนนั้นยังคงโวยวายไม่เลิกขณะที่ไนท์เดินเข้าไปหาเขา

ที่นี่ไม่มีกาหลิบ

เสียงหวานแต่เด็ดขาดทำให้ชายคนนั้นเงียบ

ที่นี่มีแต่พวกข้า องค์กาหลิบหรือนามแห่งพระองค์ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอก และที่สำคัญ พวกข้าเกลียดองค์กาหลิบเสียด้วยสิ

ความเย็นชาที่แฝงในน้ำเสียงทำให้ชายคนนั้นเปลี่ยนน้ำเสียงในทันที เดี๋ยว พวกเจ้าต้องการอะไรข้าจะให้ ได้โปรด ว..ไว้ชีวิตข้า เสียงแหบห้าวเอ่ยอย่างละล่ำละลัก บุคคลที่มาใหม่นี้ทำให้เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาหา

ร่างบางมองไปยังชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะนั้นอีกครั้งก่อนจะหันมาพูด ดี ถ้าอย่างนั้นก็พูดง่ายหน่อย พวกข้าต้องการแผนผังพระราชวังของกาหลิบ เจ้าจะทำให้พวกข้าได้มั้ย

แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่าข้าจะปลอดภ.!! ประโยคที่กำลังเอ่ยต้องหยุดลงด้วยมือที่พุ่งเข้าบีบคอเขาในทันที

....เจ้ามีสิทธิ์เลือกงั้นเหรอ

เสียงเย็นๆทำให้เขารู้สึกยะเยือกไปถึงสันหลังจนไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก

นัยน์ตาสีน้ำเงินมองคนตรงหน้าอย่างสมเพช ก่อนที่จะผลักอย่างแรงจนอีกฝ่ายหงายหลังลงไปกระแทกกับพื้น ไนท์หันไปสั่งกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใครก็ได้ไปเอาม้วนกระดาษมา! เปิดตาและแก้มัดมันด้วย

ในที่สุดแผนผังของวังก็เสร็จ ไนท์มองแผนผังในมืออย่างพอใจก่อนที่จะส่งให้กับชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะในห้อง

หมดแล้วใช่มั้ย พวกเจ้าได้รับสิ่งที่ต้องการแล้วนี่ ปล่อยข้าไปได้แล้วใช่มั้ย

เสียงที่พูดทำให้ร่างบางหันมามอง เสียงหวานหัวเราะเบาๆก่อนที่จะเอ่ยออกมา คิดว่าพวกข้าโง่พอที่จะส่งคนที่รู้ว่าพวกข้าต้องการอะไรให้กลับไปหาเหยื่อของพวกข้าเรอะไง

..ข้าสัญญา ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ได้โปรดเถอะ

ร่างบางมองอีกฝ่ายนิ่งก่อนที่จะหัวเราะในลำคออีกครั้ง ไนท์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ค่อยๆปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าหวาน นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนลึกล้ำแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา ริมฝีปากสีชมพูนั้นก็ดูดึงดูดยิ่งนัก

ชายร่างใหญ่นิ่งตะลึงในความงามราวกับสิ่งประดิษฐ์นั้น แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นเป็นสัญญาณที่บอกให้คนอื่นในห้องรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

รอยยิ้มเย็นๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่าย

ข้าจะบอกอะไรให้

พวกข้าไม่เคยปล่อยให้คนนอกที่เห็นใบหน้าของพวกข้าได้มีชีวิตอยู่รอด

หาอึก!.. ร่างของชายคนนั้นกระตุกเพียงเล็กน้อย นัยน์ตาเปิดกว้าง ร่างบางยืดตัวขึ้นถอยหลังออก มือหนึ่งกระชากดาบออกจากอกของชายตรงหน้าพร้อมๆกับอีกมือที่ผลักร่างที่ยังกระตุกน้อยๆนั้นออก เลือดสีแดงสดสาดกระจายไปทั่วพื้นและเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของผู้ที่อยู่ในรัศมี แม้กระนั้นก็ไม่มีใครขยับถอยแม้แต่น้อย

ข้ายังใจดีนะ ที่ไม่ให้เจ้าทรมานก่อนตายน่ะ เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม พลางมองร่างที่ค่อยๆแน่นิ่งไป

ไปเปลี่ยนชุดซะไนท์ เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เราจะวางแผนการจัดงานฉลองให้องค์กาหลิบกัน ชายที่ยังคงนั่งอย่างสบายอยู่หลังโต๊ะนั้นเอ่ยขึ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มคนสี่ห้าคนจัดการกับศพนั้น

ครับ ท่านอาฮัดเซน ไนท์โค้งเล็กน้อยเป็นเชิงเคารพก่อนที่จะเดินไปสู่ห้องด้านหลัง


สวัสดีครับ มีใครหลงมามั้ยเนี่ย :D

ฟิคเรื่องนี้ผมแต่งไว้นานแล้วครับ สักสองปีได้กระมังพอดีบอร์ดที่เล่นอยู่มีปัญหาล่มบ่อยครั้ง เลยหาที่อื่นไว้เก็บ(ดอง)ฟิค ซึ่งก็คือที่นี่ เรื่องนี้เป็นฟิคแนว Y เพราะฉะนั้นถ้าใครรับไม่ได้หรือไม่แม้แต่จะรู้จักว่าYคืออะไร กรุณาหยุดอ่านครับ แม้มันจะไม่แรงมากเพราะเน้นเรื่องไปแนวสงครามมากกว่า แต่ผมว่าสำหรับคนที่รับไม่ได้ก็คงจะรับไม่ได้ละนะ * *"

เรื่องนี้แต่งไว้นาน ฝีมือการแต่งก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่ยังไม่คิดจะกลับไปแก้เพราะมันไม่แฟร์กับคนที่อ่านแรกๆ *-* เก็บไว้ดูการพัฒนาของตัวเองก็ดีเหมือนกัน

จะมาโพสท์เรื่อยๆครับ เพราะไม่อยากใส่ทีเดียว :D

Karma

2005/Sep/02

......แล้วนาทีนี้ก็มาถึง.....

ข้าเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว รู้แต่แรกแล้วว่าในที่สุดนี่ก็คือสิ่งที่ข้าต้องเผชิญหลังจากความพ่ายแพ้ แต่เมื่อคนพวกนั้นกระแทกประตูเสียงดังเข้ามากระชากตัวข้าและบรรดาคนของข้า รวมถึงบุตรชายทั้งสองของข้า ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังในความพ่ายแพ้ของตัวเอง

พวกเขา ซามูไรของพวกทาคาชิ ฉุดกระชากลากตัวพวกเราอย่างรุนแรงเสียยิ่งกว่าทาส แต่ข้าก็ต้องยอมรับ ว่าหากสถานการณ์กลับกัน ข้าเองก็คงไม่อาจควบคุมเหล่าซามูไรของมุราโตโมะไม่ให้ทำเช่นนี้ได้ แต่ก็คงจะยังไม่ถึงขั้นกับที่พวกเขากำลังผลักดันพวกเราให้ออกไปจากคุกมืดนี้........สู่ลานประหาร

จากทางเดินที่มืดและเหม็นอับ ตัวข้าถูกผลักและฉุดกระชากให้เดินไปตามทางนั้น ผืนดินใต้ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยของข้านั้นแข็งและเป็นปุ่มปม หินแหลมทิ่มตำเท้าข้า แต่ข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บนัก เพราะในใจของข้านั้นเจ็บกว่าหลายเท่า

เฮ้ย! เดินต่อไป! อย่าชักช้า!! ซามูไรคนหนึ่งตะคอกใส่ข้า ท่ามกลางเสียงก่นด่าของซามูไรคนอื่นๆที่ปฏิบัติต่อคนของข้าเยี่ยงสัตว์ ในใจของข้าทั้งเจ็บและด้านชา แต่เท้าของข้าก็ยังพาข้าเดินต่อไปอย่างทุลักทุเล ด้วยสีหน้าที่ไม่เคยเปลี่ยน ใบหน้าของนักรบ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี สู่แสงสว่างที่สุดปลายของทางเดิน

ในความจริงนั้น คอของข้าแห้งผาก ตาของข้าพร่ามัว และในหัวของข้าก็มึนไปหมดจากการอดหลับอดนอนมาหลายคืน พวกทาคาชิไม่คิดแม้แต่จะให้อาหารพวกเราที่อยู่ในคุกมาตลอดสามวันเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าน่าจะรู้อยู่แล้ว และถึงพวกเขาจะนำอาหารมาให้ ก็ใช่ว่าพวกเราจะกินมันลงไป

ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงของเหล่าซามูไรของพวกทาคาชิที่ดังก้องอยู่ในเส้นทางนี้ แต่เมื่อข้าที่เดินอยู่หน้าสุดถูกผลักออกไปสู่แสงสว่างนั้น เสียงผู้คนก็ดังกระหึ่มก้องขึ้นมาทันที พวกเขาผลักดันบุตรชายทั้งสองของข้าให้ตามออกมา แล้วจึงผลักเหล่าซามูไรของข้าที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือเข้าสู่ลานประหารเดียวกัน

นัยน์ตาของข้ามืดบอกจากแสงสว่างที่กระแทกสู่ข้าอย่างกระทันหัน แต่ข้าก็คงไว้ซึ่งใบหน้าของนักรบอันภาคภูมิ ...นี่คือผลของความพ่ายแพ้ของข้า ซึ่งข้าต้องยอมรับมัน ข้าได้เลือกทางที่ถูกแล้ว และข้าจะไม่เสียใจ

การกระทำตัดสินทุกอย่าง แต่ผลของมันไม่ได้ตัดสินอะไรเลย

ร่างกายของข้าถูกกระแทกให้คุกเข่าลงทั้งยังมืดบอด แต่ในที่สุดข้าก็เริ่มมองเห็น ตรงหน้าข้าคือแท่นที่ประทับขององค์จักรพรรดิ บุตรของสวรรค์ ผู้ที่ข้าเคยสู้ถวายชีวิตในครั้งที่ข้ายังเป็นหัวหน้าองครักษ์ของพระราชวัง ผู้ที่ข้ายึดเป็นหลักเมื่อครั้งตระกูลมุราโตโมะก่อการกบฏจนข้าต้องหันไปเข้ากับฝ่ายทาคาชิเพื่อปกป้อง .....ผู้ที่ประกาศให้ข้าเป็นกบฏเมื่อข้าพบกับความพ่ายแพ้ในการลุกขึ้นผลักดันพวกทาคาชิออกจากพระราชวัง ข้าไม่โทษพระองค์เพราะท่านคงไม่สามารถทำอะไรได้ในเงื้อมมือของเดรัจฉานพวกนั้น แต่แม้นัยน์ตาข้าจะมองเห็นได้ไม่ชัดดีนัก แต่ข้าก็พอจะรู้ว่าสีพระพักตร์นั้นไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆเลย

ข้าอดที่จะหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ เพราะการเก็บสีหน้าแม้ในยามที่ทรมานที่สุด เป็นสิ่งที่ข้าพร่ำสอนพระองค์มาตั้งแต่เด็ก

ข้ากวาดสายตาไปรอบๆลานประหารอีกครั้ง ฝั่งหนึ่งของลานประหารเป็นที่สำหรับขุนนางชั้นสูง และอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่ของเหล่าซามูไร และเหล่าพ่อค้าร่ำรวยที่มีรสนิยมในการฆ่า พวกเขาต่างส่งเรียงร้องอย่างบ้าคลั่ง บ้างสบถและก่นด่า และบ้างที่ได้แต่ยืนมองด้วยแววตาสลด ข้าจำใบหน้าของพวกเขาบางคนได้ .....บางคนที่เคยออกตนว่าเป็นพวกมุราโตโมะ บางคนเคยต่อสู้ร่วมกับข้า และบางคนที่เคยรับใช้ตระกูลข้า

ข้าแค่นยิ้มกับตัวเอง นี่แหละหนามนุษย์ คนบางคนต่อสู้เพื่ออยู่รอดอย่างไร้ศักดิ์ศรี...... และข้าที่ตรงกันข้าม ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีโดยไม่สนความอยู่รอด

แต่นั่นไม่ใช่หรือ คือวิถีของนักรบที่แท้จริง

เมื่อโซกาโมริ หัวหน้าตระกูลทาคาชิที่กำลังนั่งอยู่ข้างขวาขององค์จักรพรรดิด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ยกมือขึ้นให้สัญญาณ เสียงก็พลันเงียบลง หัวใจของข้าสงบนิ่ง ข้ารู้ วินาทีสุดท้ายของข้ากำลังจะมาถึงแล้ว

ซามูไรของพวกทาคาชิห้าคนเดินออกมาจากประตูอีกฝั่ง พวกเขาต่างสวมชุดรบสีดำแดง ประดับด้วยเกราะและเครื่องประดับสีทอง ข้าจำหนึ่งในพวกเขาได้ คิโยชิ บุตรชายคนโตของโซกาโมริ

พระอาทิตย์กำลังขึ้นด้านหลังของเด็กหนุ่มพอดี ทำให้ข้าไม่อาจเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนนัก แต่แววตาที่มองมาที่ข้านั้นไม่ได้แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะเยี่ยงบิดาของเขา พวกเราสบตากัน และข้าก็รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะไม่เติบโตไปเป็นโซกาโมริคนที่สองเป็นแน่ นั่นทำให้หัวใจของข้าสบายใจในเรื่องของอนาคตของแผ่นดินได้

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น อีกกี่ร้อยคนที่จะต้องตาย และอีกกี่หยาดเลือดจะต้องหลั่งสังเวยกัน

ผู้นำซามูไรของมุราโตโมะห้าคนคือผู้ที่จะต้องเข้าสู่เงื้อดาบก่อน ทั้งห้าก้าวออกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีแววความกลัวใดๆในแววตาของพวกเขา สมกับซามูไรที่แท้จริง เหล่านักรบที่ข้าภูมิใจ ข้าราชสำนักในชุดเสื้อคลุมสีเขียวเข้มเอ่ยนามและโทษของพวกเขา ซึ่งรวมไปถึงการตั้งตนต่อต้านองค์จักรพรรดิ

ทั้งที่ผู้ที่พวกเราต่อต้าน คือพวกทาคาชิต่างหาก

สีพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิยังคงว่างเปล่า พระหฤทัยของพระองค์เองก็คงกำลังจะสิ้นพระชนม์พร้อมไปกับพวกเรา

ซามูไรมุราโตโมะทั้งห้าโค้งให้กับองค์จักรพรรดิ ก่อนที่จะค่อยๆหันมาทางข้า แววตาพวกเขายังคงเปี่ยมด้วยความยกย่องและภักดี ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยจากวันที่พวกเขาและข้าเติบโตมาด้วยกัน ...จนถึงวันนี้ วันที่พวกเราจะต้องตายด้วยกัน

พวกเขาโค้งให้ข้าก่อนที่จะหันหลังกลับไปโค้งให้กับผู้ประหารของพวกขาตามประเพณี แล้วจึงคุกเข่าลงอย่างสงบ

เพชฌฆาตทั้งห้ารวมถึงคิโยชิยืนค้ำอยู่เหนือพวกเขา เรียวดาบสะท้อนแสงแรกของรุ่งสาง พวกเขาตวัดดาบขึ้นพร้อมกัน

ห้าปลายดาบผ่าอากาศฟันลงอย่างเต็มกำลัง ลงสู่คอเปล่าเปลือยของซามูไรทั้งห้า ศีรษะทั้งห้าหลุดกระเด็นออกจากร่างในเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆทรุดลงราวกับเป็นเพียงกระสอบข้าว กองเลือดสีแดงสดค่อยๆขยายออกบนผืนทรายสีขาวของลานประหาร ไม่มีเสียงตะโกนอะไร นอกจากเสียงพึมพำตอบรับหรือเสียงร้องเบาๆจากกลุ่มคนที่มามุงดูการประหารครั้งนี้

ขุนนางบางคนถึงกับเป็นลม และบางคนอาเจียนออกมา ข้าไม่รู้หรอกว่าที่พวกเขาเป็นแบบนั้นเพราะว่าใจเขาเป็นมุราโตโมะ หรือเพียงแค่คลื่นไส้กันแน่

ส่วนตัวข้าเองนั้นกลับน่าแปลกที่ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อย อีกไม่นานข้าจะตามพวกเขาไป ข้าไล่สายตาจากร่างทั้งห้าที่กำลังโดนลากออกจากลานประหาร ขึ้นสบตาเย้ยในชัยชนะของโซกาโมริ พวกเราจ้องตากันอยู่นาน แววตากระหายเลือดของมัน และแววตานิ่งสงบของข้า

ในที่สุดความสนใจของข้าก็หันเห เมื่อเหล่าทาสในเสื้อผ้าสกปรกเดินตัวสั่นออกมา ใช้ไม้ยาวปลายแหลมเสียบศีรษะทั้งห้าขึ้นปักไว้ข้างต้นซากุระที่ไร้ใบและดอก ยืนตระหง่านราวต้นไม้แห่งความตายที่มุมหนึ่งของลานประหาร เลือดจากคอสดๆป้ายปาดสีเข้มของต้นซากุระนั้นให้คล้ำเข้มยิ่งขึ้น

สายตาของข้ามองกลับไปยังโซกาโมริอีกครั้ง รอยยิ้มเยาะยังคงอยู่บนใบหน้าบวมราวคางคกขึ้นอืดนั้น

...ยิ้มไปเถอะ รอยยิ้มของเจ้าคือหลักฐานที่ว่าข้าตัดสินใจไม่ผิด.... ว่าจิตใจของข้ายังคงบริสุทธิ์ไม่ได้แปดเปื้อนเช่นเจ้า...

แล้วการประหารก็ดำเนินต่อไป ดวงตาของข้าสะท้อนภาพคนของข้าค่อยๆตายไปทีละห้าคน พวกเขาตั้งใจจะเก็บข้าไว้เป็นคนสุดท้าย ข้าจะต้องเฝ้ามองผองเพื่อนของข้าตาย ต้องมองศีรษะลูกชายที่รักของข้าถูกเสียบขึ้นยอดไม้ แล้วพวกเขาจึงจะหยิบยืนการปลดปล่อยให้กับข้า... ช่างป่าเถื่อนสมเป็นวิธีของพวกทาคาชิยิ่งนัก

ในที่สุดลูกชายของข้าที่คุกเข่าอยู่ข้างๆข้าก็ถูกฉุดให้ยืนขึ้นและผลักออกไปข้างหน้า พวกเขาโค้งให้กับองค์จักรพรรดิ ก่อนที่จะค่อยๆหันมาทางข้า ข้าจ้องตอบพวกเขา ไม่ยอมให้ความเจ็บปวดในอกนี้ชนะเกียรติของซามูไร สีหน้าของข้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ...แต่ข้ารู้ ว่าพวกเขาอ่านแววตาของข้าออก และข้าเองก็อ่านแววตาของพวกเขาออกเช่นกัน

.....ในฐานะพ่อ ในฐานะเพื่อนร่วมรบ ในฐานะของซามูไร...

ความภาคภูมิสะท้อนในแววตาของพวกเขา.......มันคือสัญญาของนักรบ

สีหน้าของข้าไม่เปลี่ยนแม้แววตาของข้าสะท้อนภาพศีรษะของพวกเขาหลุดกระเด็น และถูกเสียบขึ้นยอดไม้สู่ผองเพื่อนที่รอคอยอยู่เบื้องบน

ในที่สุดมันก็มาถึง ข้าลุกขึ้นยืน โดยไม่ต้องให้มือสกปรกของซามูไรทาคาชิมาแตะต้องอีกครั้ง ก่อนที่จะยิ้มและโค้งให้กับองค์จักรพรรดิอย่างที่ข้าเคยทำมาตลอด

ข้ามุราโตโมะ โนะ โดเม ผู้นำตระกูลมุราโตโมะ ตายโดยความภักดีที่ไม่คลาย ต่อตระกูลของเขาและต่อองค์จักรพรรดิ เขาเพียงแค่ร้องขอให้พระองค์จดจำ ว่าครั้งหนึ่งมุราโตโมะ เคยเป็นหนึ่งในเขี้ยวและเล็บของพระองค์ เสียงของข้าประกาศก้องกลางสายลมยามเช้า มันเป็นเช้าที่สดใส ราวกับพระผู้เป็นเจ้ากำลังต้อนรับข้า

คิโยชิก้าวออกมาข้างหน้า เขาคือคนที่จะมอบความตายให้ข้า ข้ายิ้มและโค้งให้เขา อย่างน้อยข้าก็ยินดีที่ชายคนนี้เป็นคนที่บั่นศีรษะข้า ชายที่ยังมีใจเป็นคนในตระกูลของหมู่ปิศาจ

ข้าคุกเข่าลงและหลับตา ในลานประหารนั้นเงียบไร้สรรพสำเนียงใดๆ มีเพียงเสียงนกออกจากรังดังแว่วมา...

ย่าห์!!

นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ข้าได้ยิน ก่อนที่ทุกอย่างจะวูบลง ข้าไม่ขอฝากสิ่งใดนอกจากชื่อของข้าไว้ ว่าครั้งหนึ่ง เคยมีนักรบที่พยายามลุกขึ้นต่อต้านปิศาจที่ครอบงำแผ่นดิน ...แม้ข้าจะพ่ายแพ้ แต่ข้าก็เชื่อว่าปิศาจจะต้องถูกโค่นลงในวันหนึ่ง....

และที่สำคัญ มุราโตโมะยังไม่ตาย .......ฮิเดโยริ บุตรชายคนที่สามของข้า ข้ารู้ว่าเขาหลบหนีไปได้ พร้อมๆกับซินจานักบวชนักรบผู้เก่งกาจเหนือบุรุษใดๆ และยูคิโอะ บุตรชายลับๆของข้าที่อยู่ในเมืองหลวง

...พวกเขาคือนกที่กำลังออกจากรังสู่การต่อสู้ในโลกกว้าง พวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนกงล้อแห่งชะตาแผ่นดินนี้ต่อไป...

2004/Dec/04

..มันคือคำสาป.

.ผมทำผิดอะไร??.

ใครกันนะที่บอกว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา?

ใครกัน.ที่บอกว่าเหล่าเทวาคือองค์แห่งความดีงาม?

ใครกัน.ที่บอกว่าสวรรค์คือแดนแห่งความสงบสุข?

.โกหกทั้งเพ..

ผู้คนภาวนาถึงแสงสว่าง. เหตุว่าความมืดมักมีอันตรายแฝงอยู่

.เหตุว่าในความมืดคือสัญลักษณ์ของปิศาจ.

.อย่างกับประชด

.ผมไม่ต้องการแสงสว่าง.

.เพราะมันทำให้ผมรู้ตัวว่าตัวตนของผมคือรอยด่าง

ผม.ที่อยู่ในเงา .ถูกกลืนกินอยู่ในความมืด

เช่นนั้นผมก็คือปิศาจ คืออันตรายสินะ

สำหรับผมความมืดช่วยให้ผมรู้สึกปลอดภัย

มันอบอุ่น..ต่างจากแสงจ้าราวกับใบมีดนับพันที่พุ่งตรงมาที่ผม

ความมืดช่วยให้ผมใช้ชีวิตกับคำสาปนี้ได้

.คำสาปของพระเป็นเจ้า


"เป็นยังไงบ้างฮะ จุดเริ่มต้นของมิราจแรกของผม" คารม่าเอ่ยพลางยิ้มให้ ก่อนที่จะค่อยๆลุกขึ้นเดินไปยังกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่ระย้าลงมาเรี่ยผืนธาร ยอดปลายสีเขียวอ่อน............สัญลักษณ์แห่งความชุ่มชื้นของชีวิตนั้น....กำลังแตกหน่อออกมา

"อาจจะสั้นไปซักนิด แต่ใบไม้ใบที่หนึ่งกำลังจะโตเต็มที่แล้ว ส่วนใบที่สองก็กำลังจะแตกหน่อเช่นกัน ......แล้วผมจะทยอยนำมันออกมาสู่โลกใบนี้นะฮะ"